พื้นฐานการวิเคราะห์ทางเทคนิค

ตั้งแต่ได้เป็น Popular investor ใน eToro ผมได้พยายามช่วยให้ผู้ที่คัดลอกผมได้เรียนรู้เพิ่มเติมทั้งด้านการซื้อขายและการลงทุน พอเป็นเรื่องการเรียนรู้ทักษะใหม่ คนจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะดำดิ่งลงลึกในทันทีโดยลืมไปว่าต้องเรียนรู้วิธีว่ายน้ำก่อน ซึ่งเป็นความจริงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเรียนรู้การเทรด!

การเรียนรู้การเทรดใช้เวลานานและอาศัยวินัยอย่างมาก พื้นฐานที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญ บล็อกโพสต์นี้เขียนขึ้นเพื่อช่วยให้คุณเริ่มต้นด้วยพื้นฐานการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่แท้จริง

บทนำเรื่องกราฟแท่งเทียน

เมื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่ากราฟแท่งเทียนแสดงถึงอะไร เมื่อพูดถึงแท่งเทียน เราไม่ได้หมายถึงเทียนประเภทที่คุณหลายคนมีอยู่ในบ้าน 

ผมมั่นใจว่าเราทุกคนเคยเห็นแท่งเทียนสีแดงและสีเขียวบนแผนภูมิกันแล้ว แต่มันแสดงอะไรให้เราดูบ้าง พูดง่าย ๆ ก็คือกราฟแท่งเทียนบอกเราว่า ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ หากแท่งเทียนเป็นสีเขียว หมายความว่าราคาหุ้นปิดสูงกว่าตอนเปิดในตอนต้นของช่วงเวลาที่กำหนด หากแท่งเทียนเป็นสีแดง หมายความว่าราคาปิดต่ำกว่าตอนเปิดในช่วงเวลาที่กำหนด

กรอบเวลา

ในฐานะนักเทรด สิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาในหลายกรอบเวลา เมื่อเปิดแผนภูมิของสินทรัพย์ใดๆ คุณสามารถเลือกได้จากกรอบเวลาที่แตกต่างกัน มีตั้งแต่ช่วงเวลารายปี โดยที่แท่งเทียนหนึ่งแท่งแสดงถึงความเคลื่อนไหวของราคาทั้งปี ไปจนถึงแท่งเทียนแสดงช่วงเวลาหนึ่งนาที 

คุณอาจจะเคยอ่านเรื่องคนที่มีมุมมองต่อสินทรัพย์บางอย่างว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง มุมมองขาขึ้นหมายถึงคุณเชื่อว่าราคาสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น มุมมองขาลงหมายถึงคุณเชื่อว่าราคาสินทรัพย์จะลดลง เมื่อเริ่มเข้าใจว่าจะถอดรหัสแผนภูมิแท่งเทียนที่ดูน่าทึ่งเหล่านั้นอย่างไร กรอบเวลาที่ยาวขึ้นจะมีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจว่าปัจจุบันสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง (หรือที่เรียกว่าโครงสร้างตลาด)

แท่งเทียนบอกอะไรเรา

ราคาเปิดและปิดจะแสดงอยู่บนแผนภูมิ โดยดูที่ตัวแท่งเทียน ในแท่งเทียนสีเขียว ราคาด้านล่างคือราคาเริ่มในช่วงเริ่มต้นของกรอบเวลาซึ่งเรียกว่าราคา “เปิด” และราคาด้านบนเป็นจุดที่ราคาสิ้นสุด หรือที่เรียกว่าราคา “ปิด” ซึ่งความหมายจะเป็นตรงข้ามกันเมื่อดูที่กราฟแท่งเทียนสีแดง 

ที่ด้านบนและด้านล่างของแท่งเทียนสีแดงหรือสีเขียว คุณจะเห็นไส้เทียน ไส้เทียนบอกเราถึงราคาสูงสุดและต่ำสุดที่เห็นในกรอบเวลาที่กำหนด หรือที่เรียกว่า “ช่วง” 

ตัวอย่างเช่น หากคุณดูที่กรอบเวลาหนึ่งชั่วโมง สินทรัพย์หนึ่งรายการอาจเปิดที่ราคา $10 และปิดที่ $20 อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าวราคาอาจสูงขึ้นไปถึง $25 หรือลดลงเหลือ $5 ไส้เทียนจะให้ข้อมูลนั้นแก่เรา และมีประโยชน์ในการระบุระดับแนวรับและแนวต้าน (ซึ่งผมจะอธิบายให้ฟัง) 

บทนำเกี่ยวกับระดับแนวรับและแนวต้าน

ในฐานะเทรดเดอร์มือใหม่ อาจเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าควรเน้นเรื่องอะไร เมื่อใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิค คุณจะเห็นคนพูดถึงตัวชี้วัดต่าง ๆ ที่มี เช่น RSI, MACD, และ EMA รวมถึงชื่อเพราะหูอย่าง Elliot Wave, Ichimoku Cloud, Stochastic, และ Bollinger Band สิ่งนี้ทำให้แผนภูมิของนักเทรดมือใหม่มีเส้นและตัวชี้วัดเยอะแยะมากมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนดูเหมือนภาพวาดของแจ็คสัน โพลล็อค

ระดับแนวรับและแนวต้าน

ระดับแนวรับและแนวต้าน เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ช่วยบ่งชี้ให้นักลงทุนว่าราคาสินทรัพย์น่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อไร 

ตัวอย่างเช่น หากคุณเห็นราคาหุ้นเพิ่มขึ้น คุณอาจเริ่มสงสัยว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นไปอีกนานเท่าใด ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีในการลงทุนหรือไม่ อาจมีการถามคำถามเดียวกันนี้กับหุ้นที่ราคาลดลง การลดลงจะดำเนินต่อไปอีกนานเท่าใด ความจริงก็คือไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ 

อย่างไรก็ตาม ระดับแนวรับและแนวต้านเป็นโซนราคาที่อิงตามความเคลื่อนไหวก่อนหน้าของราคาหุ้น ซึ่งหากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นและไปถึงโซนนั้น เราจะคาดหวังว่าราคาหุ้นจะย้อนกลับ เนื่องจากราคาได้ถึงเขตแนวต้านแล้ว เช่นเดียวกับหุ้นที่ราคาตกลง เมื่อลดลงจนแตะโซนหรือพื้นที่หนึ่ง และถึงระดับแนวรับ ถึงตอนนี้เราจะคาดว่าราคาหุ้นจะย้อนกลับ

บางครั้งราคาหุ้นยังคงสูงขึ้นจนเกินระดับแนวต้าน เมื่อนั้น ระดับแนวต้านก่อนหน้านี้จะกลายเป็นระดับแนวรับ และเกิดการสร้างแนวต้านระดับใหม่ หากราคาหุ้นลดลงต่ำกว่าระดับแนวรับ จะเกิดแนวรับใหม่ และระดับแนวรับก่อนหน้านี้จะกลายเป็นระดับแนวต้าน

ความแข็งแกร่งของระดับแนวรับและแนวต้าน

ระดับแนวรับและแนวต้านที่ยืนในกรอบเวลายาวขึ้น เช่น กราฟรายสัปดาห์ รายวัน หรือราย 4 ชั่วโมง มีผลดีต่อการระบุจุดที่เทรนด์มีโอกาสย้อนกลับหรือไปต่อ มีหลายวิธีที่เราสามารถเพิ่มการยืนยันระดับแนวรับและแนวต้าน และความเป็นไปได้ในการรักษาระดับนั้นไว้ โดยไม่คำนึงว่าจะมีการค้นพบช่วงเวลาใด 

ลองนึกภาพช้างที่ยืนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งหนา ๆ ซึ่งสามารถรับน้ำหนักได้อย่างสบายๆ น้ำแข็งพยุงช้างไว้ และทำหน้าที่เป็นแนวรับ ตอนนี้ลองนึกภาพว่าช้างชวนเพื่อน ๆ มาร่วมเล่นน้ำแข็งกับมันทีละตัว ด้วยจำนวนช้างที่เหยียบบนน้ำแข็งหลายตัวขึ้น จึงมีโอกาสมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่น้ำแข็งจะแตก เช่นเดียวกับระดับแนวรับ ยิ่งราคาหุ้นลดลงและแตะระดับแนวรับบ่อยขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะทะลุลงมากขึ้นเท่านั้น

เช่นเดียวกับระดับแนวต้าน ยิ่งราคาหุ้นแตะระดับแนวต้านทานมากครั้งเท่าใด ราคาก็จะยิ่งมีแนวโน้มทะลุผ่านในที่สุด และทำให้ราคาหุ้นยิ่งเพิ่มขึ้น (แม้ว่าการเปรียบเทียบช้างจะใช้ไม่ได้ผลในที่นี้ คุณอาจต้องนึกถึงตัวอย่างอื่น…)

ตัวอย่างแผนภูมิจริง

ก่อนที่จะจบข้อความในบล็อกนี้ ผมขอแชร์ตัวอย่างแผนภูมิจริงสองสามตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพแนวคิดดังกล่าว บางครั้งภาพก็ทำให้เข้าใจแนวคิดง่ายขึ้นมาก!

ตัวอย่าง Bitcoin (แผนภูมิรายวัน)

ตัวอย่างแรก ผมใช้แผนภูมิรายวันของ Bitcoin ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับแนวรับแนวต้านได้เป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของปี 2021 Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่ในระดับ 42,400 ดอลลาร์ และในที่สุดก็ทะลุระดับแนวต้านนี้ไปได้ในครั้งแรก ในหลายสัปดาห์ต่อมา Bitcoin ยังคงไต่ขึ้นไปที่ประมาณ 58,000 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ราคาได้วกกลับมาทดสอบระดับแนวต้านเดิมของวันก่อนหน้าประมาณ 30% ณ ระดับราคาสูงสุดเดิมที่ประมาณ 42,400 ดอลลาร์สหรัฐ

ดังที่คุณจะเห็นได้จากแผนภูมิด้านล่างนี้ ซึ่งนำไปสู่การกำหนดจุดสูงสุดใหม่ล่าสุดของ Bitcoin ในขณะนั้น ณ ระดับประมาณ 61,500 ดอลลาร์ จากมุมมองที่เรียบง่ายมากของ Bitcoin ที่ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแนวคิดพื้นฐานของแนวรับและแนวต้าน การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของ Bitcoin อาจทะลุระดับราคาสูงสุดที่ 61,500 ดอลลาร์สหรัฐ และในที่สุดจะวกกลับมาทดสอบระดับนั้นอีกครั้ง และเปลี่ยนเป็นแนวรับ 

แผนภูมินี้ยังแสดงให้เห็นอย่างสมบูรณ์แบบว่า ควรมองแนวรับแนวต้านให้เป็นโซน แทนที่จะมองว่าเป็นการเจาะจงระดับที่แน่นอน

ตัวอย่าง Ethereum (แผนภูมิรายวัน)

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่พูดถึงก่อนหน้านี้ในบล็อกที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งของระดับแนวรับหรือแนวต้าน ในแผนภูมิด้านล่าง ตั้งแต่ต้นปี 2021 คุณจะเห็นว่า Ethereum ใช้เวลานานมากในการแกว่งตัวแถว ๆ ระดับ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐ

คุณจะเห็นได้ในแผนภูมิว่า นี่เป็นระดับที่สำคัญสำหรับ Ethereum โดยทำหน้าที่เป็นทั้งแนวรับและแนวต้านหลายครั้งในแผนภูมิรายวัน ในการทดสอบแนวรับครั้งล่าสุด คุณจะเห็นได้ว่ามีการทดสอบประมาณแปดครั้งก่อนที่จะเห็น Ethereum ลดลงต่ำกว่า 1,700 ดอลลาร์อีกครั้ง

 

สรุป

หวังว่าพวกคุณบางคนจะเห็นประโยชน์ของบล็อกนี้ การเรียนรู้ที่จะซื้อขายอย่างมีกำไร ต้องใช้ทั้งเวลาและวินัย แต่การมีพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่มั่นคงจะทำให้คุณมีจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยม ผมยินดีเสมอที่จะพูดคุยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค แบ่งปันความคิดเห็น หรือตอบคำถามใด ๆ ที่คุณอาจมี ดังนั้นเชิญติดต่อผมได้ที่ eToro ได้เลย!

Andy Cleaver เป็น Popular Investor ที่ eToro เขาชอบพอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และมุ่งมั่นที่จะเอาชนะดัชนีหลัก ๆ ให้ได้ในแต่ละปี เมื่อแอนดี้ลงทุนในการถือครองระยะยาว เขาจะมองหาบริษัทที่ยังคงส่งมอบมูลค่าอย่างต่อเนื่องในอนาคต

CFD เป็นตราสารทางการเงินที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็วเนื่องจากการใช้ทุนเงินกู้ 67% ของบัญชีนักลงทุนรายย่อยประสบกับการขาดทุนเมื่อซื้อขาย CFD กับผู้ให้บริการรายนี้ คุณควรพิจารณาว่าคุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับ CFD หรือไม่ และสามารถรับความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินของคุณหรือไม่

CopyTrading เป็นบริการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน ที่ให้บริการโดย eToro Europe Ltd. ซึ่งได้รับอนุญาตและกำกับดูแลโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไซปรัส

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลในบางประเทศของสหภาพยุโรปและในสหราชอาณาจักร ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ไม่มีการคุ้มครองผู้บริโภค เงินทุนของคุณมีความเสี่ยง

20 จำนวนการชม